เนื้อเพลง ความอ่อนแอ

posted on 11 Jan 2010 03:17 by apple1969

เนื้อเพลง ความอ่อนแอ

คำร้อง : อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี
ทำนอง : ธีระปริญญ์ รัตนบุตร
เรียบเรียง : ธีระปริญญ์ รัตนบุตร, คณิน ซมันเลาะห์


อย่าบอกอะไรฉันเลย อย่าเอ่ยความจริงให้รู้เลย
เก็บคำร่ำลาที่มีไว้ก่อน โอ..โอ
ถ้าหากเธอจะทิ้งกัน อย่าบอกความจริงให้ฉันฟัง
ช่วยทำว่ายังรักกัน ให้เหมือนที่แล้วมา

ช่วยรอเวลา ให้ใจเเข็งแรงกว่านี้หน่อย
แล้วค่อยๆ ปล่อย ให้มันตายช้าช้า
จะขอได้ไหม ขอความเห็นใจ คนที่ไร้ค่า
เก็บช่วงเวลา ที่ได้มีเธออย่างนี้

ความอ่อนแอที่มีวันนี้มันทำให้ฉันกลัว
ขอแค่เพียงเวลาปรับตัวให้ได้เตรียมหัวใจ
กับความเหงาเดียวดาย ต้องอยู่อย่างอ้างว้าง
เมื่อพร้อมจะยอมให้เธอเดินจากไป ไม่ขออะไรอีกเลย

อย่าเปลี่ยนเป็นคนละคน อย่าเปลี่ยนไปจนฉันรู้ตัว
อย่าทำร้ายคนขี้กลัว ได้โปรดเห็นใจ
ไม่ต้องทำดีมากมาย ไม่ต้องทำดีกว่าที่เคย
แค่ทำเหมือนเรารักกัน แค่นั้นก็พอใจ

แค่รอเวลา ให้ใจเเข็งแรงกว่านี้หน่อย
แล้วค่อยๆ ปล่อย ให้มันตายช้าช้า
ได้ไหม ขอความเห็นใจ คนที่ไร้ค่า
เก็บช่วงเวลา ที่ได้มีเธออย่างนี้

ความอ่อนแอที่มีวันนี้มันทำให้ฉันกลัว
ขอแค่เพียงเวลาปรับตัวให้ได้เตรียมหัวใจ
กับความเหงาเดียวดาย ต้องอยู่อย่างอ้างว้าง
เมื่อพร้อมจะยอมให้เธอเดินจากไป ไม่ขออะไรอีกเลย

ความอ่อนแอที่มีวันนี้มันทำให้ฉันกลัว โฮ..โอ..
ขอแค่เพียงเวลาปรับตัวให้ได้เตรียมหัวใจ
กับความเหงาเดียวดาย ต้องอยู่อย่างอ้างว้าง
เมื่อพร้อมจะยอมให้เธอเดินจากไป ไม่ขออะไรอีกเลย
เมื่อพร้อมจะยอมให้เธอเดินจากไป ไม่ขออะไรอีกเลย


เมื่อฟังเพลงนี้ ทำให้รู้สึก เข้าถึง สำหรับคนที่แต่งแล้ว อยากชื่นชม ที่เขาแต่งได้กินใจ อย่างเข้าใจจริงจริง บางครั้ง คนเรา รู้สึก แต่ระบายออกมาไมได้อย่างสวยงามเช่นเพลง ต่างๆที่เกิดขึ้น

 เมื่อ3ปีก่อน ที่เสีย คนรักไปอย่างไม่มีวันกลับ เราจะได้เห็นเขาในฝันบ่อยมาก คนจำไม่ได้ หากไม่จดจำไว้ จริงจริง ที่จำได้ แม่นแม่น และดูเหมือน จริง ก็มีไม่กี่เรื่อง อย่างเพลง ที่ลงให้ดูนี้ใครได้เห็น มิวสิค ของเขา ก็ จะเข้าใจ คนที่ต้องสูญเสียว่าเป็นอย่างไร  ไม่ต่างจากคนที่ตายทั้งเป็น เช่นกัน

เมื่อ คืนหนึ่ง ที่เราได้ฝันว่า ได้จอดรถไว้ ที่ใดที่หนึ่ง แต่เรารู้สึกว่า ถ้าจะกลับไปเอารถนั้น จะต้องเดินผ่านถ้ำที่มืดและไม่รู้ทางด้วยว่าจะไปอย่างไร เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไม รถของเรา ดันไปจอดในที่ที่ไม่คุ้นเคย แต่เรารู้สึกว่าต้องเดินผ่านความมืดเพื่อเข้าไปเอา รถที่จะนำพาเรากลับบ้าน เรารู้แค่ว่า เราต้องเดินไปทางนั้นอย่างไม่มีทางเลือก

เราจำได้ว่า เรา ได้เจอ สามี ในฝัน เหมือนเขายังอยู่ กับเราปกติ และเราบอกเขาว่า ช่วยเดินไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ มันมืดและน่ากลัว เราไม่คุ้นทาง ด้วย เขาทำที เดินตามเหมือนจะไปด้วย เราจำได้ว่าเรากอดแขนเขาแน่น เพื่อไม่ให้เขาหนีไปไหน

เราจำได้ว่า เราพยายามหาแสงไฟหรือเทียน เพื่อนำทางเดินไป เพราะ ถ้ำมันมืดมากมากไม่มีทางเห็นแสงอะไรได้เลย เราจำได้ว่าพอเดินจะเข้าถ้ำ เขาปล่อยมือ เอาดื้อดื้อ  และส่งเทียน เล่มเล็กเล็ก สั้นสั้นให้ ให้เราเดินไป เราได้ต่อว่าต่อขานในฝันเหมือนคนคุ้นเคย ว่าทำไมทิ้งเราไปเช่นนี้ เราน้อยใจที่เขาไม่ห่วงเราทิ้งให้เราเดินในความมืดเช่นนี้ได้อย่างไร เราต่อว่าไปถึงเทียนสั้นแค่นี้ จะนำพาพอให้เดินไปได้สุดถ้ำได้อย่างไร เราเริ่มร้องไห้ ว่าเขาทิ้งเรา อย่างไม่มีเยื่อใย

เราได้ยิน แต่เสียง เขาพูดแว่วในหู ว่า เดินเดินไปไป เดินไป  เดี๋ยวจะเจอเอง ที่ที่เคยเดินมา ที่ที่คุ้นเคย เดินต่อไป ลองเดินไป เดินไป ได้ยินเเต่เสียงไม่เห็นตัวเขา เหมือนเขามาส่งแค่นี้

เราเดินไปจนเจอแสงสว่าง และตื่นด้วยความงุนงง แต่ก็เรียบเรียงได้ ว่า เขาเดินมาส่ง ให้กลับบ้าน หรือ กลับสู่โลก แห่งความจริง ยามที่เรา หลับ วิญญาณ เราได้เดินทางไปสู่ ที่ที่อยากไป ไปหาคนที่เรารักหรือป่าว เราไม่รู้ แต่เรามักมีความสุขเสมอที่ได้เจอเขา และเขาจะจากไปเสมอเมื่อเราตื่น

เพลงนี้ จึง พูดได้เหมือนเห็นจริง ภาพของคนที่ อ่อนแอ คนที่สิ้นหวัง มันเป็นเช่นนี้ คนที่ไม่ได้ตั้งตัวรับความผิดหวัง อย่างที่สุดนี้ เลยเอามาฝากเพื่อนๆกันขะ

ขอให้สู้ กันต่อไป แม้แสงเที่ยนในมือคุณ จะมีแสงน้อย นิด แต่ให้มันนำทางคุณทุกคนไปในทาง ที่เราจะพบความสุข ความสงบ หาทางหนทาง ที่ดีนะค้า

 

 

 


 
 
รู้ไหมว่า เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี
 
 ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
 
 ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
 หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง
 ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
 คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต
 
 โดยลืมไปเลยว่าอะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
 คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน
 
 ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า
 
 ''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
 ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''
 
 คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
 ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
 เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
 กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า
 
 ควรคิดเสียใหม่ว่า
 
 เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
 หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง
 แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้
 
 เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
 
 
 
 เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
 ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
 นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
 เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
 
 คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
 ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
 จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
 เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่น
 
 ก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
 
 บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
 เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
 เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
 วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
 
 ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
 คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อม
 
 หรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
 เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี
 
 ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
 มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
 
 อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
 ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
 มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า
 
 วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น
 
 นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
 กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
 แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด
 
 ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''
 แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
 เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
 ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
 สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น
 
 วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
 การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะ
 หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจาก สภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด
 อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์
 
 ปราชญ์จีนบอกว่า
 
 
 
 ''ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขา
 แต่จงย้ายตัวเอง ''
 
 ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก?

ไทเกอร์โชว์

posted on 11 Jan 2010 00:39 by apple1969

วันนี้เราทำงานโรงแรม เล็กเข้าเดือนที่สาม ก็อยากเขียนเรื่องมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง พอดีวันนี้มีอารมณ์เขียน อิอิอิ

พอดี ที่เพื่อนฝากให้มาทำเนี่ยนะเป็นโรงแรม เล็กๆ หรือ เรียกว่า โฮสเทล มีแบบนอนรวม แบบประหยัด และ แยกห้อง ก็ดีที่ได้ม่เรียนรู้เรื่อง ในโรงแรมเล็กๆ แห่งนี้

เราอยู่รอบดึก แต่มันไม่เคยเป็นดึกที่สงัดเลยเพราะ ผู้คนเข้าออกไม่เว้น ไม่ซ้ำหน้า และ เราก็ได้เรียนรู้ ภาษาที่ไม่คุ้นหู จากชาว จีน สิงคโปร์ หรือ อินโด และแถบเอเชีย นี้ ฟังยากแต่ก็พยายามฟัง เพราะ เขาผู้เป็นลูกค้า ย่อมฟังเราว่าเป็น อังกฤษ แบบไทยๆเช่นกัน

วันหนึ่ง สองสาวสิงคโปร์ มาถามเราที่เค้าเตอร์ รีเซพชั่นว่า ต้องการดูโชว์อะไรสักอย่าง แต่เราจับใจความได้ว่า เป็น โชว์เสือ โชว์สิงห์อะไรทำนองนี้ do you know about tiger show in Bangkok?

ในกรุงเทพ เราจึงบอกไปว่า ในกทม ไม่มี หรอก โชว์ เสือต้องไป ดูที่สวนสัตว์ หรือ ไปกาญจนบุรี ดู เสือ ที่พระเลี้ยงไว้อะไรทำนองนั้น

แขกงงงง หันหน้าปรึกษากัน ภาษาจีน โช้งเช้ง เเล้วมาบอกเราว่า ไม่ใช่เสือจริงจริง แต่เป็น โชว์ ไทเก้อ เราก็งง เสือ ปลอมมันมีโชว์ที่ไหน ยืนงงงงกันคนละ ความหมาย สุดท้าย เราเลยเขียนใส่กระดาษ ว่า tiger show or tiger zoo??

เธอ จึงหัวเราะ และบอกว่า ไม่ใช่ เธอหมายถึง Thai girl show .

เห้อเวรกรรม 55555 เลยต้องย้ายที่ ไปถนนพัฒน์พงษ์ 5555อธิบายทางไป กันยกใหญ่

เเล้ว ถาม ราคา เราว่ารู้ไหม ว่าคนละเท่าไหร่ เราจึงบอก ไม่รู้หรอก ไม่เคยไป อิอิอิ แล้วแต่ โปรโมชั่น แต่ละร้าน และโชว์ ของแต่ละร้าน แต่จิงจิงเคยไปนานมากแล้ว กับเพ่อน ที่ มหาลัย ลืมราคาแล้ว ป่านนี้คงเอามาเทียบกันไม่ได้

เธอจึงถามว่า ทำไมเราไม่เคยไป หรือ คิดในใจ ไปทำไมดู ไทยเกอ โชว์ thai girl show ทุกวัน ตอนอาบน้ำอะ อิอิอิอิอิ  ด้วย สำเนียงเสียงอังกฤษ ของเรา และ แขกทำให้ เข้าใจกันคนละเรื่อง เเล้ว มีไร จะมาเล่าให้เพื่อนๆฟังอีกนะ อยากบอกว่า ของเรา ไม่ธรรมดา ไม่มีโชว์ที่ไหน เพราะ เป็น แฟ้ทตี้ ไทย เกอร์โชว์ fatty thai girl show ด้วย 5555